Hosts VS Guests ยินดีที่ไม่รู้จัก


Published on Thursday, 28 July 2011 21:44

 

ทายาท เดชเสถียร และพิศาล แสงจันทร์ (บอล-ยอด หนังพาไป)
ความ สัมพันธ์ระหว่าง Hosts และ Guests ในมุมมองของหนังพาไป คือ ขณะนี้มีกระแสความนิยมที่กล่าวถึงกันมาก ในเว็บ couchsurfing.com แนวคิด คือ ในการเดินทางไปท่องเที่ยวประเทศต่างๆ เราสามารถขอพักในบ้านของคนที่เป็นสมาชิกของเว็บไซต์นี้ได้ทั่วโลก  ไปขอนอนตามโซฟา หรือ อื่นๆ ตามเงื่อนไขที่เจ้าของบ้านระบุ  เช่น ไปอิตาลี  เราก็ติดต่อไปว่า เราขอพักที่นี่  ทั้งนี้ เราต้องสมัครเป็นสมาชิกก่อน

 

เจ้าของบ้านที่เปิดให้คนมาพักจะระบุเงื่อนไข เช่น รับได้กี่คน / รับเพศใด /ให้นอนโซฟาเท่านั้น /ไม่ให้ใช้ครัว /พาไปเที่ยวไม่ได้ / ช่วงที่สะดวก / ช่วงที่ไม่สะดวก  ทั้งนี้จะทำให้ Matching ระหว่างผู้เที่ยว กับ เจ้าของบ้านได้ ขณะนี้สมาชิกคนไทยเริ่มมากขึ้น

ยินดีที่ไม่รู้จัก ก็คือ แต่ละคนไม่ได้รู้จักกันมาก่อน แต่ก็สามารถจะติดต่อและเอื้อเฟื้อกันได้ ไปนอนที่บ้านได้ โดยไม่กลัว มีความไว้วางใจกัน

ความสัมพันธ์ระหว่าง Hosts และ Guests จากประสบการณ์ “หนังพาไป”

– จากการที่ได้เดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศ ได้มีโอกาสพูดคุยกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ จากการพูดคุย จึงได้รับรู้ถึงภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตานักท่องเที่ยวต่างชาติที่เคย เดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทย

– การรับทราบข้อมูลประเทศไทย ( ที่ไม่เคยรู้มาก่อน ) จากเพื่อนชาวต่างชาติที่ไม่รู้จักกันมาก่อน  เช่น การขายบริการทางเพศของเด็ก โดยแม่ของเด็กเป็นผู้เสนอขาย การเสนอขายบริการทางเพศอย่างกว้างขวาง เปิดเผย

– การสนทนาเกี่ยวกับเมืองไทยมักเชื่อมโยงกับเรื่องอบายมุข การขายบริการทางเพศ

พามาคุยความจริงกับ “หนังพาไป”

ต้องยอมรับให้ได้ว่า ประเทศไทยมีความหลากหลาย  ต้องอยู่กับความเป็นจริง  ต้องยอมรับว่าการค้าประเวณี เป็นเรื่องที่มีอยู่จริงในประเทศไทย และกำจัดไม่ได้  ประเด็นอยู่ที่ว่า เราจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร  ถ้าคิดแบบ ททท. คือ เราจะขายอะไร  มีกระบวนการคัดเลือกสินค้าที่จะนำมาขาย ในขณะเดียวกัน ก็หลีกเลี่ยงที่จะพูดในหลายๆเรื่อง

เป็นไปได้หรือไม่ ในกรณีการสื่อสารกับนักท่องเที่ยว กรณีพัทยา สื่อสารให้รู้ว่า พัทยามีอะไรบ้าง มีทะเล มีภูเขา มีเมืองจำลอง มีอบายมุข/บาร์/ผับ อยู่บริเวณไหน ถ้าคุณไม่ชอบ ก็หลีกเลี่ยงการเดินทางมาแถวนี้  แต่ในความจริง เราไม่พูดทั้งหมด  นักท่องเที่ยวที่มาพัทยา ก็ไม่รู้ นักท่องเที่ยวหลายประเทศ ร้อยละ 90 มาเที่ยวพัทยา และจะต้องได้เคยท่องเที่ยว Walking Street

ในพื้นที่ที่ประเมินว่า เป็นปัญหา มีปัญหา จะต้องมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไข ถ้าบ้านเมืองไทย ปล่อยให้พื้นที่ดังกล่าวดำรงสภาพปัญหาต่อไป ไม่มีหน่วยงานใดดำเนินการ เป็นไปได้หรือไม่ ที่ ททท.จะประกาศให้นักท่องเที่ยวทราบว่า พื้นที่นี้ เป็นพื้นที่ที่มีปัญหา ไม่รับประกันความปลอดภัยใดๆ

การเคลียร์ประเด็นขัดแย้งที่ดำรงอยู่ในสังคมไทย ควรเร่งรัดดำเนินการอย่างเร่งด่วน  ตั้งให้เป็นวาระพิเศษที่ทุกหน่วยงานมานั่งสนทนากัน เพื่อตกลงกันว่า จะเอาอย่างไร การปัดฝุ่นเข้าใต้พรม ไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่กลับเป็นการซุกปัญหาไว้  การหาข้อสรุปว่า ประเทศไทยจะขายอะไร ไม่ขายอะไร โดยใช้เวทีการพูดคุย จะสร้างความรู้สึกที่ดี คือ ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมกับการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของประเทศ  และผลสุดท้ายคือ ททท. ทำงานได้ง่ายขึ้น  ชัดเจนขึ้น

สองประเด็นที่ขอนำเสนอ ททท.เป็นพิเศษ

ประเด็นแรก ขอให้ ททท.ให้ความสำคัญกับ การท่องเที่ยวจาก กลุ่ม Backpacker  เป็นกลุ่มที่มีอิทธิพล เพราะทุกคนจะมีเรื่องเล่า  ประสบการณ์เดินทางด้วยรถเมล์ ของนักท่องเที่ยวต่างชาติ  เป็นเรื่องที่ยังไม่ได้รับการจัดการ และ ประเด็นที่สอง คือ การให้ข้อมูลข่าวสารด้านการท่องเที่ยวทั้งนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและนัก ท่องเที่ยวชาวไทย ควรเป็นข้อมูลที่มีอยู่จริง เป็นข้อมูลทั้งหมด เพื่อจะให้นักท่องเที่ยวรับและเลือกที่จะเที่ยว

“หนังพาไป” กับ Backpacker

จุดขายของประเทศไทย เกี่ยวกับการท่องเที่ยวแบบ Backpack คือ ผู้คน น้ำใจ ความยากในการใช้ชีวิต การเดินทาง ถ้าเราทำให้ดีไม่ได้ จัดการไม่ได้ เราอาจจะทำให้มันเป็นเสน่ห์ เช่น Street Food มันเป็นเสน่ห์  การมี Tourist Informations จำนวนมากมาย ลองหาดูว่า อันไหนคือ อันที่ถูกต้อง เป็น Informations ที่จัดการโดยรัฐ

โตมร ศุขปรีชา สมพล รุ่งพาณิชย์ และนันทขว้าง สิรสุนทร

นันทขว้าง : ชุด ความสัมพันธ์ระหว่างนักท่องเที่ยว กับ เจ้าของบ้าน เริ่มเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ การเปิดมุมมอง ด้านการท่องเที่ยว เป็นการเคลื่อนไปข้างหน้าตลอดเวลา มุมมองการท่องเที่ยว บางคนบอกว่า เราเป็น แม่พลอย (สี่แผ่นดิน) แต่บางคนบอกว่า ตอนนี้เราเป็น เรยา (ดอกส้มสีทอง)  จาก Amazing ไปถึง กอดเมืองไทย คุณโตมรมีความเห็นอย่างไร

โตมร : เมืองไทย มัน Amazing การท่องเที่ยวเป็นจุดที่ทำรายได้หลักของประเทศ ที่นี้ คำว่า  Amazing ในภาษาอังกฤษ มันไม่ได้มีความหมายในแง่บวกอย่างเดียว มันมีความหมายโดยนัยะอื่นด้วย

การที่เมืองไทยไม่เป็นระเบียบ เป็นเรื่อง Amazing   แต่ในความเห็นส่วนตัวคิดว่า เรื่องที่ Amazing ที่สุด คือ เราไม่รู้ว่า เราเป็นอะไร  เราไม่รู้ว่าคนไทยเป็นอย่างไร ไม่รู้ว่าความเป็นไทยมันคืออะไรกันแน่

นันทขว้าง : ช้าง รถตุ๊กตุ๊ก มวย (องค์บาก) ใช่ไทยหรือไม่

โตมร : ตอนนี้ ชาวต่างชาติมักถามว่า ที่เมืองไทย เมื่อไหร่จะสงบสักที  ประเทศไทยไม่เหมือนเดิม  ก่อนหน้านี้ เราบอกว่า ไทยนี้รักสงบ แต่ตอนนี้ ทำไมจึงเป็นอย่างนี้ไปได้  เรารู้จักตัวเองมากแค่ไหน  ความพยายามขายเมืองไทย โดยสกัดบางอย่างออกไป  โดยอาศัยวิธีคิดแบบวิคตอเรีย ที่สกัดเอาความชั่วร้ายออกไปให้หมด กรณี ผีตาโขน ความลามกก็ถูกสกัดออก สังคมไทยเป็นอย่างนั้นมาตลอด  คนไทยชอบสนุก ลามก เรารู้สึกว่า เรารับไม่ได้ที่จะให้เรื่องเหล่านั้นมันโผล่ขึ้นมาเพื่อที่จะไปขายฝรั่ง ขายชาวต่างชาติ

ความเป็นไทยที่เหลืออยู่ทุกวันนี้ จึงเป็นความเป็นไทยที่จืดชืด ไม่มีชีวิต เหลือแต่โครงกระดูก ถ้าขายได้ ก็คงขายได้กับนักท่องเที่ยวบางแบบเท่านั้น  พอคนบางคนสามารถเล็ดลอดเข้ามาได้ ก็จะมาพบกับความเป็นไทยที่ถูกซ่อนเอาไว้ ซุกไว้ใต้พรม

ตอนนี้ ททท.เป็นกำลังหลักในการดึงรายได้เข้าประเทศ เมื่อใช้เงินเป็นตัวตั้ง เราก็น่าจะมานั่งสนทนากันให้ได้ว่า ตกลงเราจะขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไปแบบไหน มันไม่ใช่เรื่องปลีกย่อย แต่ต้องไปแตะในระดับโครงสร้าง เช่น สิงคโปร์ เรื่องการท่องเที่ยวสิงคโปร์ ไม่ได้จัดแค่แคมเปญรณรงค์เท่านั้น  แต่คิดทั้งหมด กรณี มารีนา เบย์ คนร่วมประกวดออกแบบ เขาจะรู้ว่าอีก 25 ปี มารีนา เบย์ จะหน้าตาเป็นอย่างไร สิงคโปร์จัดระเบียบเมืองทั้งหมด  วิธีคิดแบบนี้ ไม่สามารถทำได้โดย การท่องเที่ยวอย่างเดียว มันต้องหลายภาคส่วน มันสะท้อนว่า คนในประเทศนั้นคิดอะไร หรือว่าหลงตัวเอง หลงความเป็นชาติของตัวเอง โดยไม่เคยวิพากษ์วิจารณ์ตัวเองเลย

นันทขว้าง : ถามคุณสมพลว่า คนรุ่นใหม่คิดว่า มันยังมีอะไรอีกหรือไม่ที่น่าจะนำมาบอกกล่าวกันเรื่องการท่องเที่ยว

สมพล : ผมเป็นคน ต่างจังหวัด ไม่ได้เที่ยว ไม่เคลื่อนตัวไปไหน แต่พอมาเล่นดนตรี ก็ได้เดินทาง  มากมาย มีโอกาสได้เดินทาง ที่ผมเอ็นจอยกับการกินอาหาร และผู้คนในพื้นที่  ในกรณีของผมคิดว่า ดนตรี เป็นตัวเชื่อมระหว่างผม และ คนในพื้นที่ที่ผมไปเล่นดนตรี

สำหรับประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างผู้มาเยือน กับ เจ้าของบ้าน ผมคิดว่า ในการเดินทางไปเล่นดนตรีของผม ผมเป็นทั้งผู้มาเยือน และ ผมเป็นทั้งเจ้าของบ้าน และผมเป็นสื่อด้วย มีการถ่ายรูป การใช้ Social Network

นันทขว้าง : ในช่วงที่ผ่านมา Social Network มีส่วนในเรื่องการถ่ายทอดเรื่องราวมากหรือไม่

โตมร : เรื่อง Social Network มันเป็นเพียงแค่สื่อ แต่ประเด็นอยู่ตรงที่ว่า คนไทยมีระดับความลึกในการใช้สื่อแค่ไหน เพราะเรานิยมไปถ่ายรูปกับป้าย ซึ่งสอดรับกันดีกับราชการทั้งหลายที่ชอบสร้างป้าย เราแค่เขียนนิดหน่อย  เราได้สร้างอิตาลีเทียม แล้วเราก็ไปถ่ายรูปกัน มีความสุขแล้วที่ได้มาถึง มันสะท้อนวิธีคิด เรื่อง หน้าไหว้ หลังหลอก  เราชอบเอาด้านดี ออกมาให้คนเห็น ถ่ายรูปดีๆให้คนเห็นว่าเมืองไทยมันสวยเหลือเกิน

ผมไปเที่ยวตามชายทะเล ล่าสุดไปเกาะพยาม ไม่ได้สวยมาก  แต่มีเด็กอายุสิบกว่าขวบมาคุย คุยไปคุยมา ก็ทำให้รู้สึกได้ว่า มีความพยายามจะขายเซ็กส์  วิธีพูดจาทำให้รู้ว่า เขาต้องการอะไร  แต่เราไม่นำมาพูดกันตรงไปตรงมา เราก็เลยไม่รู้ว่าตกลงเราจะทำอย่างไร  ถ้าปัญหาไม่ได้รับการหยิบยกมาพูด มันก็ไม่มีทางแก้ไขได้ และเราก็จะได้ถ่ายรูปกับป้ายไปเรื่อยๆ  เราจะสร้างป้ายขึ้นมา แต่หลังป้ายมีอะไรเราไม่รู้  มันหยุดอยู่แค่ฉากหน้า มันหยุดอยู่ที่ Victorian Thainess ที่เราเอามาใช้  หยุดอยู่แค่ความเป็น Provincialism หยุดอยู่แค่ความเป็นบ้านนอกของเราที่เราภูมิใจ ว่าสิ่งที่เรามีมันเลิศที่สุดในปฐพีนี้  ซึ่งโดยพื้นฐานมันดีจริงๆ แต่เราไม่รู้ว่าเราควรจะหยิบอะไรมาใช้ มาพัฒนาตรงไหน ทำให้มันเป็นตัวของเราจริงๆ แล้วเราก็จะมีความสุขที่จะได้รับแขก

ทุกวันนี้เรารับแขกกันอย่างไม่มีความสุข เพราะเราไม่ได้ทำร้านอาหารชนิดนี้อย่างที่ คน  ญี่ปุ่นภูมิใจกับสูตรอาหารของเขา ที่เก็บกันมาเป็นร้อยปี ไม่ได้ภูมิใจกับวิถีชีวิตของเรา แต่ทั้งหมดเป็นเรื่องที่เราทำขึ้นมา fake ขึ้นมา เพื่อเอาไว้ขาย และเราภูมิใจที่จะนับเม็ดเงินที่เข้ามามากกว่า

ตอนนี้มันเหมือนกับว่า คนที่เป็นนักขายจะขายอะไรก็ได้ วันนี้ขายมะม่วง พรุ่งนี้ขายรถยนต์ เป้าหมายคือ ต้องขายให้ได้ ไม่ได้มีความผูกพันกับมะม่วง เพราะเขาไม่ได้ปลูกมาตั้งแต่ต้น ไม่ได้ชื่นชอบรถยนต์มาตั้งแต่ต้น แต่คือ ขายอะไรก็ได้ ผมรู้สึกว่า เมืองไทยเป็นอย่างนั้นเยอะ เราไปกินร้านอะไรก็ได้ที่คนเข้าไปกินเยอะๆ แล้วร้านนั้นก็จะภูมิใจที่ได้เงินเยอะๆ

นันทขว้าง : อารมณ์ถวิลหาอดีต กรณี เพลินวาน หรือ อิตาลีเทียม Palio คนเข้าไปแค่ถ่ายรูปเท่านั้น

โตมร : เราแค่ไปถ่ายรูป ความผูกพันจะเกิดได้ต้องเป็นระยะยาวมากๆ ไม่อย่างนั้น เราจะไปแค่ถ่ายรูป วัฒนธรรมของไทยชอบความสนุกมากกว่า  ไม่มีประวัติศาสตร์

นันทขว้าง : ดนตรี จะได้เปรียบไหม ถ้ายกตัวอย่างกิจกรรมดนตรีที่นิยมเช่น หัวหินแจ๊ส เสม็ดอินเลิฟ  เรกเก้ปาย  มันใหญ่มาก คิดว่ามัน work ไหม มาถูกทางหรือไม่

 

สมพล : ดนตรีไทย เกิดขึ้นเพราะมีภาษาไทย และดนตรีมันช่วยให้มีการเดินทาง เกิดกิจกรรมดนตรี  มันล่อให้เกิดการเคลื่อนที่ของคน  โดยเฉพาะเด็กวัยรุ่น ผมมองว่า ไม่ว่าจะไปจัดที่ไหน ก็คือ การใช้สถานที่เพื่อไปรองรับวงดนตรีเดิมๆ  สุดท้ายเราย้ายที่เพื่อจะไปดูวงดนตรีเดิมๆ  คนก็ไปเสพสถานที่ใหม่ๆ เช่น ไปดูดนตรีในทะเล ไปดูดนตรีบนภูเขา ในป่า เช่น Big Mountain ที่เขาใหญ่ คนประมาณหกหมื่นกว่าคน  ในวัดก็มี ผมเคยไปเล่นที่หลวงพ่อโสธร ฉะเชิงเทรา

ข้อที่ควรต้องปรับ คือ ความเป็นกลางมันไม่มี  ส่วนใหญ่มักมีการ organize จากค่ายเพลง วงดนตรีต้องผูกอยู่กับ Product หลายอัน มันทำให้มีเรื่องของธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง ผมอยากให้มีเวทีสักเวทีหนึ่งที่หน่วยงานของรัฐ ที่เห็นความสำคัญของดนตรี และคนฟังดนตรี คนเล่นดนตรี  จัดขึ้นมา เราจะได้เห็นดนตรีที่หลากหลาย อย่างแท้จริง  อาจจะเป็นวงดนตรีวงเล็กๆ ไม่ใช้วงเดิมๆ

โตมร : ผมขอ เสริมเรื่องดนตรี ผมคิดว่า มันเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ของการจัดดนตรี และประวัติศาสตร์ของคนที่ไปร่วมงาน นั้นๆ เช่น เราไปเขาใหญ่ เราไม่ได้คิดถึงอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ แต่เราคิดถึง ดนตรีที่เราไปฟังกับแฟน ในช่วงอากาศหนาวๆ  สิ่งเหล่านั้นมันต้องค่อยๆเป็นค่อยๆไป แต่สิ่งที่เราเห็น ททท.ทำ คือ ททท.พยายามจะโหม สนับสนุนกิจกรรมบางอย่าง และทิ้งไป เข้าใจว่าตอนนี้ หัวหินแจ๊ส ก็หมดอายุขัยไปแล้ว  แต่ทำไมเทศกาลดนตรี ของต่างประเทศมันยังอยู่ได้ เช่น Glastonbury ที่ประเทศอังกฤษ

ประเด็นที่คุณสมพลพูดเรื่องเด็กวัยรุ่นไม่ได้รับความสนใจ ในความเห็นผม คิดว่า คนที่เป็นเด็กนั้นแหละ จะเป็นคนที่กำลังสร้างประวัติศาสตร์ ขึ้นมา  ทำให้เกิดวงจรชีวิตของสถานที่ท่องเที่ยว ผมเพิ่งกลับจากคาปรี ผมก็ตกตะลึงว่า ทำไมคนดังๆมาที่นี่กันมากมาย เช่น ออสการ์ ไวด์ หรือ ทอม ครูยส์ ที่คาปรีมีแต่คนสูงอายุมาเที่ยว มาทัวร์กัน  มากันเป็นกลุ่ม ไม่มี backpack ผมเข้าใจว่า มันได้มาถึงช่วงอายุขัยสุดท้ายของมัน แต่ที่มันขายได้ เพราะมันมีประวัติศาสตร์ และประวัติศาสตร์เหล่านี้ไม่ได้เกิดจากการสร้าง การจัดตั้ง  แต่ต้องเกิดขึ้นมาเอง วันหนึ่งตอนเราแก่ๆแล้วไปที่ปาย หวนรำลึกว่า เมื่อ 30 ปีที่แล้ว เรามานั่งกินกาแฟที่ตรงนี้ ไปเสพประวัติศาสตร์ของสถานที่นั้นๆ  ซึ่ง ไม่มีในเมืองไทย

ท้ายที่สุด ผมยืนยันว่า เราไม่รู้จักตัวเอง และไม่พยายามจะรู้จักตัวเอง และเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่ผมมีโอกาสเดินทางไปก็จะพบความแตกต่าง เช่น คนญี่ปุ่น ทั้งๆ ที่พูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ แต่ก็พยายามจะพูดและสื่อสารกับนักท่องเที่ยว เพียงเพราะเขามีความภูมิใจในความเป็นญี่ปุ่นของเขา หรือที่อเมริกา ประเทศที่เราชอบดูถูก ผมกลับเห็นว่า อเมริกาเป็นประเทศที่รู้จักตัวเอง มีความไว้วางใจกัน

สมพล : เราทำอะไรที่ปลอมเป็นพลาสติก fake จับต้องไม่ได้ เราน่าจะเริ่มจากเล็กๆ  และค่อยๆทำกันไป ทีละเล็ก ทีละน้อย เราอาจจะต้องเริ่มกลับไปทบทวนว่า เราได้ทำอะไรที่มาจากความรักในสิ่งนั้นๆหรือเปล่า เราอยากจะแข็งแรงกับอะไร ก็ต้องอยู่กับมันอย่างเข้าใจ

นันทขว้าง : ขอสอบถามเรื่องมิติความสัมพันธ์ Host และ Guest ที่เคลื่อนไป ใน Trend เรื่อง การแบ่งปัน การยืม การไม่เป็นเจ้าของ

โตมร : พื้นฐานของเรื่องนี้ คือ ความไว้วางใจ  เรื่อง Trend ของ Share กับ Ownless นิตยสาร Time ระบุว่า มันเป็น Trend ที่กำลังจะเป็นไปในโลกนี้  ซึ่งเป็นไปได้เพราะ อินเตอร์เน็ต เกิดการรวมกลุ่ม  ในแต่ละกลุ่มจะมีความไว้วางใจกันและกัน

ปรากฏการณ์นี้ เกิดจาก Napster เรียกว่า Napsterisation  คือการแบ่งเพลงกันฟัง เช่น เรามีซีดีอยู่บนชั้น  ทุกคนต้องอยากฟัง เรามีเป็นพันๆแผ่น แต่ไม่ได้ฟังทุกแผ่น  ซึ่งอาจจะมีคนอื่นที่อยากฟัง แต่ไม่มี  ถ้าต้องไปซื้อ ก็จะมีการผลิตซีดีจำนวนมาก ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน Napster คือ การแชร์เพลงกันฟัง โดยที่ แบ่งปันกันฟังได้  ต่อมาก็เกิดปัญหาลิขสิทธิ์

ปรากฏการณ์ Napster ก่อให้เกิดประเด็นอื่นๆตามมา เช่น เรามีเต๊นท์  อุปกรณ์เดินป่า แต่เราไม่ได้ใช้มันทุกวัน  ในขณะที่ยังมีคนกลุ่มหนึ่งต้องการใช้อยู่  หากมีการรวมกลุ่มกันได้ และรู้ว่า ตอนนี้ เรามีของสิ่งนี้ที่ยังไม่ใช้ ว่างอยู่ คุณจะยืมก็ได้ ก็เลยเกิดการยืมกันขึ้น ส่วนใหญ่ก็กระจายอยู่บนเน็ต  อุปกรณ์ที่ยืม มีตั้งแต่ สว่าน จนถึง รถ และบ้าน

แนวโน้มเรื่อง Share และ Ownless กำลังกลายเป็นเรื่องที่โลกให้ความสนใจ เพราะนำเสนอในเรื่อง การครอบครองให้น้อยลง  เรามีแค่บางอย่างแต่เราสามารถหยิบยืมจากคนอื่นได้ เพราะว่า มันมีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน สมมติว่า เราไปยืมรถมาใช้ และ ชน เราก็ไปซ่อมให้เขา เพราะเราคิดเสมือนว่า มันเป็นรถของเรา  ถ้าเราคิดดังนั้นได้ ก็จะทำให้เกิดการลดการบริโภคลงมา ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และมันทำให้สังคมน่าอยู่เพราะมันมีความไว้วางใจกัน

คำถามคือ เมืองไทยจะเป็นไปได้หรือไม่  ผมไม่แน่ใจ เพราะเมื่อผมเปิดเข้าไปใน Netflix มันก็จะถามก่อนว่า ไปตรวจสอบก่อนว่า พื้นที่ที่คุณอาศัยอยู่ เราสามารถให้บริการได้หรือเปล่า ซึ่งทำให้ผมรู้สึกปวดใจ เพราะว่า พื้นที่ที่ผมอาศัยอยู่ คือ ประเทศไทย มันคงให้บริการแบบนี้ไม่ได้ ไม่ใช่เพราะเครือข่ายมันไม่ถึง แต่เพราะว่า เราไม่มีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน  เราอยู่ในประเทศที่ไม่มีความไว้วางใจกัน มันจึงไม่สามารถเกิดเครือข่ายแบบนี้ได้

ความไม่ไว้วางใจ ไม่ใช่แค่การยืมของ แม้กระทั่ง คนที่อยู่คนละรุ่น  ก็ไม่ไว้ใจกัน คนที่เป็นผู้ใหญ่ ก็ไม่ไว้ใจเด็ก  คิดว่า เด็กต้องเป็นเด็ก  เชื่อฟังผู้ใหญ่เสมอ  เด็กก็ไม่ไว้ใจผู้ใหญ่ที่ชอบทำตัวที่รู้ดีกว่าเด็กเสมอ สังคมที่ไม่มีความเสมอภาคในเรื่องของวัย ชนชั้น ทำให้การไว้ใจกันในแนวระนาบมันเป็นไปได้ยาก แต่การก้าวเข้ามาของ Social Network หรือ Internet มาในแนวระนาบทั้งหมด และแนวระนาบที่ว่า มันจะมาบ่อนเซาะ แนวตั้งที่สังคมไทยเป็นมาตลอด และสังคมไทยจะเจอแนวปะทะแบบนี้

นันทขว้าง : สุด ท้ายผมฝากว่า ถ้าเมืองไทยอยากมีเครือข่ายการแบ่งปันแบบนี้ คงต้องมีการริเริ่มรวมกลุ่มกันก่อน  และสิ่งที่ผมจะขอฝากเป็นข้อคิดเพื่อจะไปคิดต่อ คือ การรวมกลุ่มของสาวออฟฟิศ จำนวน 15 คน นัดกันเดินทางไปทานอาหาร ขนม โดยใช้รถไฟฟ้า  กลุ่มนี้จะรู้ว่า สถานีไหนมีอะไรอร่อย ก็จะลงไปกิน

โตมร : ผมมี ประสบการณ์คล้ายๆกัน คือ ตอนที่ไปเบอร์ลิน จะมีคนนำเสนอทัวร์ที่เรียกว่า  Gastronomy Tour ซึ่งเราสามารถแจ้งความประสงค์ได้ว่า ต้องการไปกินแบบไหน เขาก็จะจัดการให้  ในคราวที่ผมไปเขาจะเริ่มด้วยการพาไปกินพิซซ่า ในย่านที่เสื่อมโทรมที่สุดของเมือง ตามด้วย Main Course ที่ต้องเดินไปในย่านที่หรูที่สุดของเมือง และไปกินของหวานในย่านที่ Trendy มากๆ  ซึ่งเราจะได้เห็นวัฒนธรรมของเมืองนั้นอย่างจริงจัง  เราจะได้เห็นว่า เจ้าของร้านพิซซ่า เขารักงานของเขามากแค่ไหน  ในร้านหรู เขาจัดการอย่างไร ส่วนร้าน Trendy นั้นทำเป็นห้องสมุดด้วย คนสามารถนำหนังสือมาแลกเปลี่ยนกันได้  ซึ่งผมก็ประทับใจมาก

เรียบเรียง : กองวิจัยการตลาด

http://etatjournal.com/web/etat-tourism-journal/57-2011-jul-sep/347-32554-hosts-guests


2 thoughts on “Hosts VS Guests ยินดีที่ไม่รู้จัก

  1. ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆ ที่นำมาให้อ่านคับ ^ ^ ขออนุญาต Share ต่อนะคับ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s