หลักธรรมชาติ


Executive looking at view from office

หลักธรรมชาติ

28 April 2013

Print

ตั้งแต่เริ่มทำงาน ผมมีหลักการในการทำงานที่คิดสวนทางกับชาวบ้าน หลักการของผมมีอยู่ 3 ข้อ

1. วิธีในการเลือกที่ทำงาน ผมเลือกที่ที่ให้ผมมีโอกาสแสดงฝีมือ เป็นที่ที่ผมสามารถเปล่งแสงได้เต็มที่ ประการที่สองเลือกที่ทำงานที่ผมมีโอกาสในการเรียนรู้ การเรียนรู้มาจากเจ้านายที่เก่ง สององค์กรนั้นมีองค์ความรู้พิเศษอย่างหนึ่งที่พวกเขามีและคนอื่นไม่มี ส่วนเรื่องเงินเดือนเป็นตัวประกอบ ไม่ใช่เป็นตัวเอก

และด้วยความเป็นแกะดำ ผมรักที่จะไปอยู่องค์กรเล็กๆ ที่กำลังก่อร่างสร้างตัว ผมชอบไปอยู่ที่อย่างนี้ เพราะงานมันท้าทายดี ผมชอบงานเข็นครกขึ้นภูเขา เพราะความท้าทายคือโอกาสในการพิสูจน์ฝีมือของผมว่ามีดีจริงหรือไม่ ถ้าไปอยู่องค์กรใหญ่ ทุกอย่างมันลงตัวหมดแล้ว มันเป็นการขับเคลื่อนด้วยระบบมากกว่า Individual talent

ในยี่สิบกว่าปีแรก ผมตักตวงโอกาสในการเรียนรู้ และปีนภูเขามาหลายลูก เงินเดือนก็เพียงแต่ไม่ให้น่าเกลียด สุดท้ายสิ่งที่ผมได้คือ Wealth of knowledge ที่มีคุณค่ามหาศาล มันดียิ่งกว่าเงินเดือนเสียอีก

นี่เป็นข้อแนะนำเลยครับ มีลูกมีหลานให้พวกเขาเลือกทำงานลำบาก งานท้าทายที่คนไม่ชอบทำ นั่นคือมหาวิทยาลัยของชีวิตจริง

อย่าเลือกงานเพียงเพราะต้องการได้เงินเดือนสูง ๆ

อย่าเลือกที่ทำงานเพราะบริษัทนั้น ๆ มีชื่อเสียง

อย่าเลือกงานเพียงเพราะต้องการความมั่นคงในชีวิต

เมื่อคุณปีนภูเขาข้ามสำเร็จ ค่าตัวคุณจะมีมูลค่ามหาศาล คราวนี้ Spotlight ของวงการจะส่องมาที่คุณ

แล้วเงินทองจะไหลมาเทมา แบบที่คุณเก็บไม่ทัน

2. ตอนที่ผมเป็นพนักงานในระดับล่าง ผมมักจะมีความพิศวงงงงวยกับวิธีการมอบหมายงานของพวกลูกพี่ทั้งหลาย งานที่ผมได้รับการมอบหมายจะเป็นในลักษณะนี้

ให้ผมเดินจากบ้านออกไปที่หน้าปากซอย แล้วเดินเข้าไปที่ร้าน 7-11 เดินไปที่ชั้นวางของแถวที่สาม แล้วหยิบสินค้ายี่ห้อ X พอซื้อได้แล้ว ขากลับให้ผมขี่จักรยานกลับมาที่บ้าน

ที่ผมเล่ามาคือการเปรียบเปรย

นี่เป็นตัวอย่างของลูกพี่ที่ตีกรอบความคิดของลูกน้อง

การเป็นลูกพี่ที่มีคุณภาพคือกำหนดเฉพาะเป้าหมายว่าต้องการอะไร แล้วให้ทีมงานมีอิสระในการทำงาน

ถ้าเป้าหมายคือสินค้ายี่ห้อ X ทีมงานจะใช้วิธีเดิน ขี่จักรยาน หรือขับรถไป จะไปซื้อที่ร้าน 7-11 หรือร้านไหน ก็ต้องแล้วแต่เขา ไม่ต้องสั่งงานแบบกำหนดวิธีการทำงานลงไปด้วย เพราะคนทำงานคือตัวลูกน้องไม่ใช่ตัวลูกพี่

มอบเป้าหมาย ให้อิสระ แล้ววัดผลกันที่ผลลัพธ์

นี่เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะพัฒนาความสามารถในการทำงานของทีมงาน

จะทำอย่างนี้ได้ ลูกน้องกับตัวลูกพี่ต้องเป็นมนุษย์พันธุ์เดียวกัน

ในช่วงหลังของชีวิตผม ผมถึงให้ความสำคัญกับการคัดเลือกทีมงาน เลือกคนที่ใช่ แล้วให้อิสระเขาเต็มที่ ด้วยวิถีการทำงานแบบแกะดำทำให้การทำงานเหมือนกับไม่ได้ทำงาน เพราะคนทำงานมีความสุขกับสิ่งที่ทำ

3. ในช่วงทุกปลายปีตอนผมยังเป็นมนุษย์เงินเดือนผมจะมีความอึดอัด เพราะเป็นช่วงประเมินผลงาน และผมยังจำได้ถึงทุกวันนี้ว่าการประเมินผลงานมีรูปแบบเป็นอย่างไร ลูกพี่จะเริ่มต้นด้วยการเล่าเรื่องว่าผมมีจุดแข็งในเรื่องงานอย่างไร พอปูพื้นมาได้ที่แล้ว

ลูกพี่จะเข้าเรื่องว่าอะไรคือมุมมืดของผม อะไรเป็นจุดอ่อนที่ผมต้องปรับปรุง

ผมไม่เห็นด้วยกับวิธีการแบบนี้

นี่เป็นประเมินผลงานโดยใช้ Standard template ว่าพนักงานต้องมีคุณสมบัติอย่างไร

ถ้าทำอย่างนี้ พนักงานทุกคนจะมีคุณสมบัติเหมือนกันหมด

ตอนที่ผมได้ฟังความเห็นของตัวลูกพี่ ผมจะนึกอยู่ในใจว่าพวกลูกพี่นี่ไม่ค่อยยุติธรรมเลย

ถ้าคุณได้จุดแข็งของผมไป คุณต้องยินดีรับจุดอ่อนของผมด้วย

ประเด็นของเรื่องนี้คือ “จุดอ่อนของคนเราไม่สามารถปรับปรุงได้”

ถามว่าทำไม

เพราะคนเรามี DNA ของตัวเอง

ความสามารถของคนเราเปรียบเสมือนเหรียญที่มีอยู่สองหน้า

มีหัวก็ต้องมีก้อย

มีจุดแข็งก็ต้องมีจุดอ่อน

วิธีในการบริหารงานของแกะดำคือไม่ฝืนให้คนพัฒนาจุดอ่อน แต่จะบอกให้ทีมงานสร้างความเป็นเลิศในจุดแข็ง ส่วนจุดอ่อนทิ้งไว้อย่างนั้น ไม่ต้องไปทำอะไรกับมัน

หน้าที่ของคนที่เป็นลูกพี่คือไปหาพนักงานอีกคนหนึ่งที่จุดแข็งของเขามาเสริมจุดอ่อนของคนทีมงานคนเดิม

นี่คือหลักการทำงานที่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นธรรมชาติ นำไปสู่ความสุขและความสำเร็จในการงานอย่างที่คุณคาดไม่ถึง

 

credit: http://www.blacksheep.co.th/article/contrarian-thinking/


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s