“Work-Life Balance” จุดเปลี่ยนมนุษย์เงินเดือนทั่วโลก


ผลสำรวจพบ Work-Life Balance มีผลต่อการลาออกของพนักงาน เผยอเมริกากลางมีสมดุลในชีวิตและการทำงานสูงที่สุด ตามด้วยยุโปร ส่วนแอฟริกา/ตะวันออกกลางรั้งท้าย ขณะที่ประเทศไทยพนักงานไม่รู้สึกว่าองค์กรให้การสนับสนุน แนะผู้บริหารหาแนวทางแก้ไขและป้องกันปัญหา ก่อนพนักงานทำงานไม่ทุ่มเททำงาน
ผลสำรวจล่าสุดของบริษัท เฮย์กรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทให้คำปรึกษาด้านการบริหารจัดการองค์กรพบว่า ในองค์กรที่ไม่สนับสนุนเรื่องความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน (Work-Life Balance) พนักงานมากกว่า 1 ใน 4 คิดเป็นจำนวน27% ขององค์กรนั้น จะวางแผนลาออกจากองค์กรภายใน 2 ปี ซึ่งสำหรับองค์กรที่มีพนักงาน 10,000คนนั้น อัตราการลาออกของพนักงานที่ลดลงเพียง 10% ในระยะเวลา 2 ปี และสามารถช่วยให้องค์กรลดค่าใช้จ่ายลงได้ถึง 525 ล้านบาท ทั้งนี้ ประเมินจากค่าจ้างเฉลี่ยที่ 1,050,000 บาท ในระยะเวลา 2 ปี และค่าใช้จ่ายในการหา
บุคลากรทดแทนเฉลี่ยที่ 50% ของค่าจ้าง
ขณะที่สมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานนั้นเป็นสิ่งที่คนทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ จากผลสำรวจของเฮย์กรุ๊ป อินไซต์ ปี 2555 ชี้ให้เห็นว่า มีพนักงานถึง 39% กล่าวว่า ตนเองยังขาดสมดุลที่ดีระหว่างชีวิตและการทำงาน เมื่อเปรียบเทียบกับผลสำรวจของปี 2554 ที่พบว่ามีเพียง 32% เท่านั้น ผลสำรวจยังแสดงให้เห็นอีกว่า อีกสิ่งหนึ่งที่ได้รับความสนใจมากขึ้นคือ จำนวนพนักงานที่เพียงพอต่อการทำงานให้สำเร็จ ซึ่งพนักงานส่วนใหญ่ ประมาณ52% ประเมินว่า ส่วนงานของตัวเองที่รับผิดชอบอยู่ยังมีจำนวนพนักงานไม่เพียงพอ

“หลายองค์กรทั่วโลกได้พยายามให้พนักงานทำงานให้ได้ผลลัพธ์มากขึ้นโดยใช้ทรัพยากรน้อยลง แต่สิ่งนี้มักทำให้ความไม่สมดุลในชีวิตและการทำงานเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ” นายมาร์ค รอเยลล์ Senior Principal บริษัท เฮย์กรุ๊ป กล่าว “กลยุทธ์การแก้ไขปัญหาด้วยการทำงานนอกสถานที่โดยอาศัยเทคโนโลยีในการติดต่อสื่อสารเข้ามาช่วย เช่น การประชุมทางไกลผ่านวิดีทัศน์ (Videoconferencing) หรือให้เวลาเริ่มงานและเลิกงานที่ยืดหยุ่น อาจไม่เพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาความไม่สมดุลในชีวิตและการทำงานให้หมดไป องค์กรควรให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาระยะยาว โดยการช่วยพนักงานให้สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และหาโอกาสที่จะพัฒนาศักยภาพพนักงาน ทั้งนี้ องค์กรสามารถช่วยให้พนักงานทำงานอย่างเต็มศักยภาพได้โดยการสนับสนุนสภาพแวดล้อมการทำงานและทรัพยากรบุคคลต่างๆ ซึ่งจะทำให้พนักงานมีเวลาส่วนตัวมากขึ้นและเพิ่มความจงรักภักดีต่อองค์กรมากขึ้นด้วย”
นอกจากนั้นยังพบว่า พนักงานที่รู้สึกว่าองค์กรของตนเองสนับสนุนความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน จะมั่นใจในศักยภาพขององค์กรในการรับพนักงานที่มีศักยภาพสูงเข้ามาทำงานได้ดีกว่า โดยเมื่อสอบถามพนักงานถึง “ความสามารถขององค์กรในการดึงดูดพนักงานศักยภาพสูง” พนักงาน 71% จากองค์กรที่มีการสนับสนุนในสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานให้คะแนน “ดี” หรือ “ดีมาก” ขณะที่พนักงานในองค์กรที่ขาดสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานมีเพียง 45% เท่านั้น นอกจากนั้นพนักงานยังมีความพึงพอใจในผลตอบแทนของพวกเขามากกว่าอีกด้วย โดยพนักงานขององค์กรที่มีการสนับสนุนในสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานถึง 58% เห็นด้วยกับข้อความที่ว่า “ฉันเชื่อว่าได้รับค่าจ้างที่เป็นธรรมต่องานที่ทำ” ในขณะที่พนักงานจากองค์กรที่ขาดการสนับสนุนในสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานเห็นด้วยกับข้อความนี้เพียง 36% เท่านั้น

นางนงนุช อบสุวรรณ ที่ปรึกษาอาวุโส บริษัท เฮย์กรุ๊ป กล่าวว่า ควรถามตัวเองก่อนว่าอะไรที่ทำให้พนักงานในองค์กรไม่สามารถบรรลุสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานได้ และมีหลายปัจจัยที่ทำให้พนักงานไม่สามารถบรรลุความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน องค์กรควรกำหนดทิศทางและบทบาทที่ชัดเจนให้พนักงานรับทราบและทุ่มเทเต็มที่ในสิ่งนั้นตั้งแต่วันแรกเข้า และการ Put the right man on the right job ก็เป็นสิ่งที่สำคัญมากเช่นกัน หากสามารถกำหนดให้พนักงานทำงานที่ถนัดและเชี่ยวชาญก็จะสามารถลดเวลาการทำงานนั้นๆ ลงได้ ใน ขณะเดียวกัน ก็ควรส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพของพนักงานให้มีความสามารถในด้านต่างๆ มากขึ้น โดยกำหนดแนวทางให้อย่างชัดเจน เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว พนักงานก็มีเวลาสำหรับชีวิตส่วนตัวมากขึ้น นอกจากนั้นแล้ว องค์กรยังควรสร้างบรรยากาศการทำงานที่สนับสนุนให้พนักงานสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและไม่ถูกรบกวนให้เสียสมาธิ เช่น สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่สนับสนุนการทำงานที่ดี รับผิดชอบต่องานของตนเอง และเคารพยอมรับการทำงานของผู้อื่นไม่ว่าอยู่ในตำแหน่งใด
อเมริกากลาง:มีสมดุลในชีวิตและการทำงานสูงที่สุด
จากผลการสำรวจของ เฮย์กรุ๊ป อินไซต์ ปี 2555 พบว่า องค์กรในอเมริกากลางมีการสนับสนุนสมดุลในชีวิตและการทำงานแก่พนักงานมากที่สุด โดยพนักงานถึง 70% กล่าวว่า องค์กรสนับสนุนให้พนักงานได้รับสมดุลในชีวิตและการทำงาน รองลงมาได้แก่ กลุ่มประเทศในอเมริกาเหนือมี 65% ตามด้วยกลุ่มเอเชียตะวันออก 63% ละตินอเมริกาและแคริบเบียน 63% และเอเชียใต้ 62%
ยุโรป:สนับสนุนสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานต่างกัน
พนักงานในกลุ่มประเทศยุโรปนั้นรู้สึกว่าตนเองได้สมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานจากองค์กรแตกต่างกัน โดยประเทศในยุโรปตะวันตกมีเพียง 44% เท่านั้นที่ กล่าวว่า ตนเองได้รับความสมดุล ซึ่งลดลงจากปี 2554 อยู่ 11% ในขณะที่ประเทศในฝั่งยุโรปตะวันออก มีพนักงาน 56% ที่กล่าวว่า ตนได้รับการสนับสนุนจากองค์กรให้มีสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานที่ดี
แอฟริกา/ตะวันออกกลาง:มีสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานต่ำสุด
สำหรับประเทศในกลุ่มแอฟริกาและตะวันออกกลางมีสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานต่ำที่สุด โดยในแอฟริกานั้น มีพนักงานเพียง 44% ที่รู้สึกว่าองค์กรสนับสนุนในสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน และในแอฟริกาใต้ก็มีเพียง 43% เท่านั้น ซึ่งลดลงจากปี 2554 ถึง 9% เช่นเดียวกับในตะวันออกกลาง ที่มีพนักงานเพียง 52% รู้สึกว่าตนเองได้รับการสนับสนุนจากองค์กรให้มีสมดุลในชีวิตและการทำงาน
ไทย:พนักงานไม่รู้สึกผู้บริหารสนับสนุน
ส่วนประเทศไทยนั้น พนักงานส่วนมากไม่รู้สึกว่าองค์กรสนับสนุนได้รับสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน ซึ่งมีพนักงานเพียง 47% เท่านั้นที่รู้สึกว่าองค์กรสนับสนุนสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน ดังนั้น องค์กรควรสนับสนุนและให้ความสนใจในพนักงานมากกว่าเมื่อก่อน และควรตระหนักว่า ปัจจัยความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานเป็นสิ่งที่พนักงานให้ความสนใจมากขึ้น ซึ่งองค์กรโดยเฉพาะผู้บังคับบัญชาโดยตรงจะต้องหาทางป้องกันและแก้ไขปัญหานี้ ไม่เช่นนั้นแล้วพนักงานที่มีศักยภาพอาจไม่ทุ่มเททำงาน เพื่อองค์กรเท่าที่ควรจะเป็นหรือลาออกจากองค์กรไป

 

ที่มา: http://www.manager.co.th/iBizchannel/viewNews.aspx?NewsID=9560000079931


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s